สงสารอีสาน

posted on 15 Jul 2010 02:40 by spock-spock
กลยุทธ์การตลาดไม่เคยคำนึงคิดถึง ใจผู้บริโภคในส่วนของ กิเลส
ได้แต่ใส่ความต้องการอยากซื้อลงไป อัดมันเข้าไป ยิ่งอยากเท่าไหร่ ยิ่งดี
ไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้มีโอกาสได้คุยถกเถึยงกับพี่คนขับแท๊กซี่ชาวอีสาน เกี่ยวกับงานโฆษณา ดนตรี ร๊อค แคน พิณ
ผมไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้พี่เขาถามผมมาว่า "น้องเล่นดนตรีรึเปล่า" ผมก็ตอบว่าเล่น เขาบอกว่าเขาอยากให้ลูกชาย ป.สอง ของเขาเล่นดนตรีจริงจัง ไม่อยากให้ไปติดเกมส์ และ ยา ผมก็ตอบเขากลับไปว่า "ดนตรีดีครับ"
พี่เขาพูดต่ออีกว่า ลูกชายเขาชอบเล่นกลอง จึงอยากจะหาที่เรียนเป็นจริงเป็นจังให้ที่ร้อยเอ็ด 
ผมเลยตอบไปว่า "ถ้าเขาได้เรียนได้จับเครื่องดนตรีอะไรก็ตามมากๆ เขาก็จะหลงใหลไปเอง เหมือนผู้หญิงนะครับ"(หัวเราะ)
พี่แท๊กซี่ก็พูดต่อว่า สมัยก่อนเขาก็พยายามจะหัดเล่นดนตรี หัดเป่าแคน เป่าขลุ่ย แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เขาสงสัยว่าเขาคงไม่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี เขาเงียบไป 
ผมพูดต่อขึ้นมาเพื่อไม่ให้การพูดคุยครั้งนี้เงียบไป ผมบอกกับพี่เขาว่า ผมอยากเล่นพิณเป็นนะ 
พี่แท๊กซี่รีบตอบรับด้วยท่าทีตื่นใจ "ใช่ๆๆๆๆ พิณเพราะมาก พี่ชอบมาก ยิ่งคนเล่นเก่งๆหวานๆ นี่ฟังได้ทั้งวันเลยนะ"
พี่เขายังบอกอีกว่า สมัยก่อนตอนเขาอยู่ที่อีสาน เขาจะทำพิณให้พี่ๆเพื่อนๆของเขาเล่น เอาสายลวดเบรคจักรยานมาเป็นสาย เอาเมือกของแมลงอะไรผมไม่แน่ใจมาเป็นสิ่งที่ทำให้เป็นโน๊ต
ดูพี่แท๊กซี่เขาภูมิใจใหญ่
ผมเลยพูดกลับไปว่า "อย่างน้อยพี่ก็พรสวรรค์ในการทำเครื่องดนตรีนะฮะ"(หัวเราะ)
การพูดคุยเงียบไปอีกครั้ง แต่คราวนี้พี่แท๊กซี่เป็นคนเริ่มเรื่องบ้าง
"น้องเล่นดนตรีแนวไหนล่ะ" 
ผมตอบว่าเป็นเพลง ร๊อคๆหน่อย พี่เขาบอกกลับมาว่า เหมือนพวก บิ๊กแอส บอดี้แสลม น่ะเหรอ
ผมตอบว่าไม่เหมือน วงผมไม่เจ๋งเหมือนพวกพี่ๆเหล่านั้น 
วงผมเคยเป็นวงที่ทำเพลงเอาแต่ใจตัวเอง แต่ตอนนี้ ผมกำลังพยายามทำเพลงเอาใจคนอื่นๆด้วย
พี่แท๊กซี่ดูงงๆกับคำพูดของผม จึงเปลี่ยนทอปปิค 55
"น้องเรียนอะไรอยู่ล่ะ" 
ผมตอบว่าผมเรียนโฆษณาปีสุดท้าย 
พี่เขาดูชอบใจต่อสิ่งที่ผมเรียนมาก เขาบอกว่าวันก่อนเขาได้ดู รายการอะไรไม่แน่ใจ ได้เอาผู้กำกับแคมเปญ "เลิกเหล้า เลิกจน" มาออก พี่เขาบอกว่าผู้กำกับคนนี้ ได้บอกว่า เขาชอบทำโฆษณาที่เอาความจริงมาเล่น
ไม่ใช่สักแต่ว่า จะเอาเซเลบ เอาผู้หญิงผู้ชายหน้าตาดี มาเล่นอย่างเดียว 
ผมก็บอกกับพี่เขาว่า นั่นมันก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะทำให้ดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างหนึ่ง
พี่เขาเข้าใจ แต่พี่เขาก็บอกกลับมาอีกว่า "ทำไมนักโฆษณาที่ไม่กล้าเล่นกับความจริง"
ผมเลยบอกว่า อันที่จริง มันขึ้นอยู่กับลูกค้าที่เป็นคนซื้อโฆษณาต่างหากที่ไม่กล้าเล่นด้วย 
พี่เขาบอกต่อว่า คนร้อยเอ็ดบ้านพี่ จากพวกคนไม่มีอะไร ทำมาหากิน ทำนากันปกติ เดี๋ยวนี้พอโฆษณาอะไรออกมา
เชิญชวนนิดๆหน่อยๆ ก็อยากจะมีเหมือนกับเขา เห็นอั้มใช้แชมพูนี้ ก็ไปหามาใช้ เห็นเคน ใช้ไอนี่ก็อยากจะหามาใช้
โดยลืมว่าตัวเองเป็นใคร 
พี่่เขายังบอกอีกว่า โดยส่วนตัวแล้ว คนอีสานมันเป็นคนซื่อ ไม่ทันเล่ห์อะไรซับซ้อน หลอกอะไรมาเนียนๆมันก็ไม่ทันเขาแล้ว 
พี่เขาทิ้งมาอีกว่า "บางที(สื่อ)โฆษณาอาจจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดโจรกรรมก็เป็นได้" 
อยากมีในสิ่งที่คนเขามี 
ผมเลยคิดได้ว่า
กลยุทธ์การตลาดไม่เคยคำนึงคิดถึง ใจผู้บริโภคในส่วนของ กิเลส
-ยังไม่ถึงบ้านผม/ฝนยังคงตกอยู่
"โอ้ย ฝนมันก็ตกลงมาได้ลงมาดีน้อ กรุงเทพ บ้านพี่เนี่ยสิ เหือดแห้ง เหลือเกิน"
ผมก็บอกกลับพี่แท๊กซี่กลับไปว่า ผมเห็นในข่าว แห้งแล้งมากเลยช่วงนี้ ในขณะที่ภาคกลางตกได้ตกดี
ผมบอกต่อว่า ผมเคยนั่งรถไปลาวกับเพื่อน ระหว่างทาง ผมเห็นจังหวัดต่างๆในภาคอีสาน สองฝั่งทางที่เคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เห็นๆในทีวี แต่กลับกลายเป็นหญ้าสีแดง ต้นข้าวสีแดง แห้ง กรอบ จากการเผาไหม้จากดวงอาทิตย์โดยไร้ซึ่งเมฆปกคลุม 
พี่แท๊กซี่บอกกลับมาอีกว่า เพราะขาดน้ำ เพราะความแห้งแล้ง คนอีสานจึงต้องมาดิ้นรน หาเงินในกรุงเทพ คนอีสานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากทำงานในกรุงเทพหรอก การแข่งขันมันเยอะ วิ่งแข่งกับเวลา เวลาก็เดินเร็วเหลือเกิน 
อยู่อีสานนี่ สบาย ตื่นมากินข้าว ทำนา ขายข้าว มีงานวัดก็ไปเที่ยว กินเหล้า เมา ชีวิตมันเรียบง่าย
ไม่ต้องดิ้นรนอะไร มันสบาย 
แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว งานวัดก็ไม่สนุก คนก็เริ่มไร้น้ำใจมากขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้น
เพราะมันต้องดิ้นรน
ที่เห็นส่วนใหญ่ พวกม๊อบเสื้อแดง คนบ้านพี่ก็เยอะ ที่มันทำก็อย่างที่บอก เล่ห์อะไรมา มันก็ไม่ทันหรอก
ขอแค่มีเงินใช้ ให้ทำอะไรก็ทำ
เสียดายความรู้สึกเมื่อก่อน "สงสารคนอีสานด้วยกันเองนะ" พี่แท๊กซี่ทิ้งท้าย
ถึงบ้านผม

แค่คำสามคำ

posted on 23 May 2010 22:16 by spock-spock
"อย่ากลัว อย่าอิจฉา อย่าใจแคบ"
เป็นคำที่ชายคนนึงผู้เป็นอาวุโส พูดไว้กับดีแล่น
ผมว่าบางที สามคำนี้น่าจะเป็นสามคำที่ ทำให้บ๊อบ ดีแล่น ประสบความสำเร็จ 
หรืออาจจะใครๆอีกหลายคน ที่เป็นตำนานของวงการดนตรีจนถึงปัจจุบันนี้
แต่ผมว่าไม่จริงทั้งหมด
เคิร์ธโคเบน ดับอนาถตัวเอง เนื่องจากเบื่อหน่ายความเป็นจริงที่เป็น และ เกลียดชีวิตจอมปลอมที่ต้องพบเจอ
ผมว่าไม่ต่างอะไรจากความกลัว ถึงแม้ว่าด้านภาคดนตรีเขาอาจจะไม่กลัวก็ตาม 
แต่สุดท้ายความกลัวนั้น ก็ทำให้เขาเป็นตำนาน 
จอห์นเลนน่อน ถูกฆาตกรรม เนื่องจาก ฆาตกรคิดว่าตนเองที่เป็นเลนน่อนตัวจริง สาเหตุเกิดจากการคลั่งไคล้จนเกินเหตุ ทำให้เกิดความอิจฉา อยากจะมีอยากจะเป็น อย่างที่เขาเป็น จึงสังหารเลนน่อน 
ตำนานนี้ เกิดขึ้น เพราะความอิจฉา 
ฮิเดะ ทากิซาว่า มือกีต้าร์จากวง เอ๊กซเจแปน เอาผ้าขนหนูมาผูกคอตายโดยดึงไว้กับกลอนประตู สาเหตุเนื่องจาก
หนึ่งในสมาชิกในวงต่อว่าเขาเรื่องการใช้ยา และการดื่มแอลกอฮอลล์เกินขนาด ทำให้เขาเกิดอาการฉุนเฉียว 
และจิตตก จึงทำให้เกิดการคิดสั้น อย่างง่ายดาย 
แฟนเพลงฮิเดะบอกว่าความใจแคบของวงทำให้เขาต้อง ตาย
แต่ผมว่าไม่จริงทั้งหมด
"อย่ากลัว อย่าอิจฉา อย่าใจแคบ"
ยังเป็นสามคำ ที่น่าสนใจ ต่อการใช้ชีวิตในวงการดนตรี
ลองมาคิดเล่นๆดูนะครับ
ถ้าหากสมมุติว่า สุธี ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง และ ยิ่งใหญ่
สุธี ควร ทำอย่างไร
1.ทำตัวหล่อๆเดินเข้าไปสมัครประกวด เดอะสตาร์ โดยปราศจากความกลัว พี่ม้า อรนภา
2.ทำเพลงเอง โดยไม่หวังเงินทอง หวังเพียงความสุขที่ได้ทำ ไม่มีเงินก็หาเงินมาทำให้สำเร็จ
สองข้อนี้ พื้นฐานอยู่ที่ความเชื่อที่ว่า "อย่ากลัว" ทั้งนั้น
ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกข้อไหน และ มันจะทำให้คุณโด่งดังอย่างไ
..
ถ้าหากสมมุติว่า สุธีได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงแล้ว แต่ยังไม่เท่าพี่บี้หรือบอดี้แสลม สุธีควรทำอย่างไร
1.ขวนขวายฝึกฝนให้ร้องดีขึ้น เต้นดีขึ้นเหมือนพี่บี้ หรือ ฝึกซ้อม หมั่นแต่งเพลง ปลดปล่อยพลังให้ได้เหมือนที่พี่ตูนทำ
2.อยู่เฉยๆ ทำต่อไป เท่าที่ตัวเองทำได้ รุ้ลิมิตตัวเองดี มีแค่ไหน ถ้ามันจะดีขึ้นมาก็ดีเอง
เช่นกัน สองข้อนี้ พื้นฐานอยู่ทีความเชื่อที่ว่า "อย่าอิจฉา" 
แต่มันจะแตกต่างกันไหม ไม่แน่ใจ
..
ถ้าหากสมมุติว่า มีรายการทีวีอยากให้สุธีไปออกรายการ ของเขา โดยที่่เขามีสคริปให้สุธีพูดทั้งหมด สุธีควรทำอย่างไร
1.พูดไปอย่างเต็มใจ เพราะคำพูดเหล่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร เป็นสิ่งที่อยากจะพูดพอดี
2.ไปออกรายการ พูดตามสคริป แต่ไม่ทั้งหมด ใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปด้วย 
สองข้อนี้ ก็อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า "อย่าใจแคบ"
แต่มันก็มีความแตกต่าง อยู่นิดหน่อย อยู่ที่ว่าคุณจะชอบแบบไหน
คำถามเหล่านี้ มีคำตอบ ที่ไม่ได้ผิดหลัก จาก หลักสามคำที่บ๊อบดีแล่นใช้ แต่อย่างใด
มันสามารถทำให้ ความโด่งดังในวงการดนตรี ของคุณ โด่งดังได้เช่นกันหมด
แต่มันอาจจะขึ้นอยู่ที่ว่า 
คำตอบไหน คือความสุขที่แท้จริงของคุณ
คุณมีความสุข ที่ไหลไปกับ "อย่ากลัว อย่าอิจฉา อย่าใจแคบ" โดยความสบาย -โด่งดังเร็ว
หรือ
คุณมีความสุข ที่ไหลไปกับ "อย่ากลัว อย่าอิจฉา อย่าใจแคบ" โดยความลำบาก -โด่งดังช้า
แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดนี้
ผมว่าไม่จริงทั้งหมด

คุณต้องแน่ใจก่อน

posted on 05 May 2010 22:44 by spock-spock
ผ้าม่านสีดำค่อยๆถูกเลื่อนลงมาจนเหลือเพียงความมืด ไฟสปอตไลท์ไม่ถูกส่อง 
หลังผ้าม่านสีดำนั้นคือตัวผม ผมยืนอยู่ด้วยความเงียบงันในสมาธิ พร้อมกีต้าร์ไฟฟ้าหนึ่งตัว 
ผมหลับตาพลางคิดถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าภายใต้การเปิดม่านดำ
ทุกอย่างยังคงเงียบ ผมไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง 
หรือมันจะมีแค่เพียงตัวผมคนเดียว ทุกอย่างดูนิ่งเงียบเกินไป ไม่มีแม้เสียงลมพัดผ่านติ่งหูให้สะบัด
ไม่นาน
ผ้าม่านสีดำค่อยๆถูกเลื่อนขึ้นมาเผยให้เห็น 
ตัวของผม อีกคนพร้อมด้วยกีต้าร์โปร่งที่ยืนมองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หรือ เยาะเย้ย ผมไม่แน่ใจในทันที 
เขาทักทายผมโดยการตั้งคำถามว่า "เพื่อนในวงไปไหนล่ะ"
ผมหันซ้ายขวา และหลัง ด้วยทีท่าตระหนก เพราะตกใจกับสิ่งที่เกิด ยังไม่เชื่อสนิทว่านี่คือความจริง
ผมไม่ได้ตอบเขาไปในทันที แต่ผมได้ตั้งคำถามกลับไปแทน ว่า "แล้ววงคุณล่ะ"
เขายิ้มและตอบผมในทันทีว่า "ผมเล่นคนเดียว" 
ผมถามเขาต่อว่า "คุณมีความสุขหรือที่เล่นคนเดียว" เขาตอบว่า"ใช่"
"คุณไม่รู้สึกเหงาบ้างเหรอ" ผมถามต่อ
"ความเหงาทำให้ผมมีเพลง"เขายังคงตอบผมด้วยรอยยิ้มพิลึก 
"ลองดูสิ" เขาพูดพร้อมยื่นกีต้าร์โปร่งมาให้ผม 
ผมกำลังจะหยิบกีต้าร์ไฟฟ้าที่อยู่กับตัวออกเพื่อสับเปลี่ยนเป็นกีต้าร์โปร่งจากตัวผมอีกคน 
แต่มันไม่อยู่ มันหายไปเมื่อไหร่ ?
แต่ช่างเถอะ ผมหยิบกีต้าร์โปร่งของตัวผมอีกคนขึ้นมาเล่น
ไม่มีเสียง 
ผมพยายามดีดแรงขึ้นไปอีก 
ไม่มีเสียง
"คุณต้องแน่ใจก่อน" เขาพูดขึ้นมาเบาๆ
ผมเริ่มฉุนกับกีต้าร์โปร่งตัวนี้และรอยยิ้มบ้าๆนั่นของตัวผมอีกคน
ผมเป็นคนยิ้มแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่นะ
ผมหลับตา ตั้งสมาธิอีกครั้ง 
และมือซ้ายจับไปบนคอกีต้าร์ คาดได้ว่าน่าจะเป็นคอร์ดซี
มือขวาดีดลงไปเบาๆ ให้พอรู้สึกว่าได้ยิน 
เสียงมาแล้ว 
ผมถามเขากลับไปว่า "นี่มันหมายความว่ายังไง" 
เขาไม่ตอบและถามกลับมาว่า "เพื่อนในวงไปไหนหมดล่ะ" พร้อมด้วยรอยยิ้มสุดเหยียดเย้ย
ผ้าม่านสีดำค่อยๆเลื่อนปิดลงมา 
ในตัวผม ยังคงเป็นกีต้าร์โปร่ง 
ผมไม่มีคำตอบเกี่ยวกับคำถามของตัวผมอีกคน 
ได้แต่มีคำถามเพิ่มให้กับเขา ผมไม่แน่ใจว่าผมจะพูดคำว่า"ขอบคุณ"หรือว่า "คุณลืมเอากลับไป"
แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจาก
"เอากีต้าร์ไฟฟ้าผมมาคืนด้วยล่ะ"